เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะเคยสงสัยว่าส่วนผสม ที่อยู่ในครีมบำรุงผิว หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่าง “AHA และ BHA ว่ามันคืออะไร? ต่างกันยังไง? แล้วตัวไหนใช้แล้วขาวกัน? ผิวแบบเราควรเลือกใช้ตัวไหนถึงจะเหมาะกับผิวเรากันนะ!

วันนี้ SGE CHEM จะพาไปหาคำตอบและไขข้อสงสัยเกี่ยวกับ AHA และ BHA กัน . . . 😘


AHA คืออะไร?

AHA หรือกรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acids) คือ สารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น กรดซีตริก (Citric Acid) จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว, กรดทาร์ทาริก (Tartaric Acid) จากองุ่น, กรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) จากอ้อย, กรดมาลิก (Malic Acid) จากแอปเปิ้ล และกรดแลคติก (Lactic Acid) จากนมเปรี้ยว เป็นต้น

210219-Content-AHA-กับ-BHA-คืออะไร-ต่างกันอย่างไร-02


ซึ่งAHA ถูกนำมาใช้คืนความอ่อนเยาว์และบำรุงผิวมายาวนานตั้งแต่อดีต และยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ประสิทธิภาพการดูแลผิวขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของAHA ในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดด้วย ซึ่งกรดไกลโคลิคและกรดแลคติกเป็นชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางมากที่สุด


AHA ทำงานอย่างไร?

ในส่วนของAHA นั้นทำงานหลายหน้าที่มาก และทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย โดยหน้าที่หลัก ๆ จะมีดังนี้

  • เป็นตัวช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า (Exfoliate) ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น
  • เป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว (Glycolic Acid)
  • ให้ความชุ่มชื่นกับผิว
  • ลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำ

แสงแดดและกาลเวลาเป็นตัวการสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพเซลล์ผิวหนัง ซึ่งAHA จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกจากชั้นผิวหนัง และเผยผิวที่มีสุขภาพดีออกมา การใช้AHA ที่มีความเข้มข้นสูงและใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อชั้นผิวที่อยู่ลึกลงไป ด้วยการกระตุ้นการเกิดใหม่ของคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวนุ่มและริ้วรอยต่าง ๆ ดูลดเลือนลง

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลการใช้และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณAHA อย่างชัดเจน โดยการใช้AHA ที่มีความเข้มข้นสูง ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอ


จะเลือกAHA ตัวไหนดี?

การเลือกAHA ที่เป็นส่วนผสมนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของเราเอง ซึ่งตัวที่ดีที่สุดคือกรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) เพราะไม่เหมือนกรดตัวอื่น ๆ เพราะมีอ่อนโยนมาก และยังช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ชั้นผิวหนาขึ้นและแข็งแรงขึ้นด้วย สำหรับมีผิวบอบบางแพ้ง่าย แนะนำให้ยึดตัว Lactic Acid เป็นหลัก เพราะเป็นตัวที่อ่อนโยนที่สุดในบรรดาตระกูลAHA ช่วยขจัดเซลล์ผิวได้อย่างอ่อนโยนโดยไม่ทำให้ผิวระคายเคือง

210219-Content-AHA-กับ-BHA-คืออะไร-ต่างกันอย่างไร-03


ผลข้างเคียงจาก AHA

AHAทุกตัวโดยเฉพาะตัวกรดไกลโคลิก (Glycolic Acid) สามารถทำให้ผิวระคายเคืองไปจนถึงผิวลอกได้ จึงเป็นสาเหตุที่เวลาจะเริ่มใช้AHA ใหม่ ๆ ต้องเริ่มจากความเข้มข้นที่น้อยก่อน (ความเข้มประมาณ 5%) แล้วค่อย ๆ ไต่ระดับความเข้มข้นขึ้นไป และอีกหนึ่งข้อที่ควรระวังคือ ถ้าเราใช้AHA ช่วยขจัดเซลล์ผิวในตอนเช้า จำเป็นมาก ๆ ที่จะต้องทากันแดดหลังจากนั้น เพราะผิวที่เพิ่งผลัดเซลล์ผิวมาใหม่ ๆ จะเซนสิทีฟกับรังสี UV มากขึ้นนั่นเอง

สรุปได้ว่า AHAคือ สารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออก เพื่อเผยผิวใหม่ที่กระจ่างใส และเมื่อเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วลอกออกไป ผิวเราก็จะสามารถรับสารจาก Skincare เข้าสู่ผิวได้โดยตรง

👉 แล้วAHA เหมาะสมกับผิวประเภทไหนกันนะ?
ด้วยเหตุผลที่ว่าAHA ช่วยเติมน้ำให้ผิวและช่วยในการเสริมสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ฉะนั้นAHA จึงเหมาะกับผู้ที่มีสภาพผิว ดังนี้

  • สาวผิวแห้ง
  • ผิวที่ถูกแดดทำร้าย (โดยเฉพาะ Glycolic Acid ที่ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น)
  • ผิวแพ้ง่าย (โดยเฉพาะ Lactic Acid ที่เป็นตัวที่อ่อนโยนที่สุดในตระกูลAHA)


BHA คืออะไร?

BHAย่อมาจาก “Beta Hydroxy Acid” กรดBHA ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางคือ ซาลิไซลิก (Salicylic Acid) ที่สกัดมาจากเปลือกของต้น Willow ต้นหลิวจีน ซึ่งBHA มีความแตกต่างจากAHA ตรงที่เป็นสารที่ละลายในไขมันได้ นั่นก็คือสามารถซึมเข้าสู่รูขุมขนไปถึงต่อมไขมัน ทำความสะอาดรูขุมขนได้ล้ำลึก ดังนั้นกรดBHA จึงเหมาะกับคนผิวมันและยังใช้ในการรักษาสิวได้อีกด้วย

210219-Content-AHA-กับ-BHA-คืออะไร-ต่างกันอย่างไร-04


BHA ทำงานอย่างไร?

ตัวBHA จะทำงานคล้าย ๆ กับAHA อยู่บ้าง แต่จะมีข้อดีต่างกันเล็กน้อยในส่วนที่ AHA ให้ไม่ได้ ดังนี้

  • เป็นตัวช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่า (Exfoliate) ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น
  • ซึมลงเข้าสู่รูขุมขนได้โดยไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน
  • ช่วยปลอบประโลมผิวจากการระคายเคืองผิว ลดการอักเสบ และอาการแดง
  • ลดเลือนริ้วรอยและจุดด่างดำ


ผลข้างเคียงจาก BHA

ตัว Salicylic Acid นี้ให้ผลข้างเคียงที่น้อยกว่าตัวAHA ในระดับความเข้มข้นต่ำ ทำให้มั่นใจได้ว่าผิวระคายเคืองได้น้อยกว่า ถ้าใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวีด้วย เพราะผิวที่ถูกทาBHA นาน ๆ นั้นจะเซนสิทีฟกับรังสี UV อยู่ดี

👉 แล้วBHA เหมาะสมกับผิวประเภทไหนกันนะ?
ทั้งAHA และBHA ต่างก็เป็นตัวช่วยในการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายไปแล้ว ต่างกันตรงที่AHA ละลายในน้ำ ในขณะที่BHA ละลายในน้ำมัน ทำให้BHA สามารถแทรกซึมเข้าไปในชั้นผิวได้ดีกว่าโดยที่ไม่ทำให้ผิวอุดตันด้วย จึงเหมาะกับผู้ที่มีสภาพผิว ดังนี้

  • สาวผิวมัน
  • คนที่มีรูขุมขนกว้าง

สรุปได้ว่าBHAสารที่มีฤทธิ์เป็นกรดเหมือนกัน แต่หน้าที่หลักไม่ใช่ผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว แต่มีหน้าที่ทำความสะอาด และละลายน้ำมันส่วนเกินในรูขุมขน หรือหัวสิวออกมา

หน้าที่หลักของAHA หน้าที่หลักของBHA
✅ ขจัดเซลล์ผิวเก่า ✅ ขจัดเซลล์ผิวเก่า
✅ ลดริ้วรอย ✅ ซึมเข้าผิวได้ดี
✅ ให้ความชุ่มชื้น ✅ ลดการระคายเคือง
✅ ลดจุดด่างดำ ฝ้า กระ ✅ ลดสิวอุดตัน
  ✅ รูขุมขนเล็กลง
  ✅ ลดริ้วรอย จุดด่างดำ
  ✅ สามารถใช้ได้ทุกวัน


▾ ▾ ▾ ▾ ▾ ▾ ▾ ▾ ▾ ▾ ▾ ▾ ▾ ▾ ▾

ตารางสรุปสภาพผิวที่เหมาะกับ AHA/BHA

AHA BHA
✅ ผิวแห้ง ✅ ผิวมัน
✅ ผิวหมองคล้ำ ✅ รูขุมขนกว้าง
✅ ฝ้า และกระ ✅ เป็นสิว


★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★

หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงเข้าใจแล้วว่า ผิวแบบเราเลือกใช้ตัวไหนดี แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน แต่ที่สำคัญคือห้ามลืมเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวกันด้วย เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก จะได้ไม่แพ้ หน้าแดง หน้าลอกกันนะจ๊ะ 🥰

>>สามารถอ่านบทความต่าง ๆ จาก SGE CHEM ได้ตามนี้เลย<<